พาเด็กป่วยเที่ยวกัมพูชา เสียมเรียบ นครวัด 1

พาเด็กป่วยเที่ยว บอกเลยยทริปนี้อย่างเหนื่อยพ่อแม่ต้องทีมเวิร์คกันอย่างสุดๆ เพราะมันเดินไกลมว้ากกกกก
ทริปนี้ป่วยทั้งคู่เลยค่ะตอนแรกพี่ป่วย พอพี่ขึ้นน้องป่วย เริ่มป่วยตั้งแต่ก่อนจะเดินทาง ก็พยายามลุ้นมาตลอดว่าจะหายทันไหม สรุปไม่ทัน ก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป เราเดินทางกับเด็กป่วย ห้ามคาดหวังอะไรมาก ตารางอะไรที่วางเอาไว้ก็ช่างมัน ให้คิดซะว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศ มาพักผ่อน ถ้าพ่อแม่อยากเห็นแบบครบๆ ไว้มาเที่ยวกันตายาย 555555 คือ แฟนกับหนึ่งเป็นคนที่หลงใหลในสารคดี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมโบราณๆ ยิ่งจะได้มาอังกอวัดนี่คือแบบฝันที่เป็นจริงมาก 5555 แต่ฝันเป็นจริงแค่ครึ่งนึง 555 เข้าเรื่องดีกว่า

ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมด 4 วัน คือ 24 – 27 ธ.ค เดินทางโดยสายการบิน Thai Smile เวลาบินโดยประมาณไม่ถึงชั่วโมง คือ อาหารที่ให้ยังไม่ทันจะหมดเลยค่ะ 5555 เครื่องจะลงละ ถ้าจะขับรถเสิชดูเล่นๆก็ประมาณ 6 ชั่วโมง มันใกล้แบบนี้เลยทีเดียว กทม – เสียมเรียบ

เราออกเดินทางกันแต่เช้ามากกกก ถึงเสียมเรียบเกือบ 9 โมงเช้า เพราะหนึ่งแพลนไว้ว่าตอนบ่ายเราจะออกไปดูพิพิธภัณฑ์กัน และไปดูพระอาทิตย์ตกที่ Banteay Srei ซึ่งได้ทำไหมก็ไม่ 55555 พอเข้าถึงที่พักเราก็ให้เด็กๆพักผ่อน จับอาบน้ำ ล้างตัวให้สบาย นอนเล่นโทรศัพท์ ดูทีวี กินขนมกันไป ชิลที่สุด จนพอแดดอ่อนๆ เราให้ทางที่พักหาตุ๊กๆ พาไปหาไรกิน ไปกลับ $5 USD โดยที่ตุ๊กๆจอดรอ (ที่นี่ใช้จ่ายเงิน USD หรือเงินไทยก็ได้ แต่ถ้าเป็นเศษ cent เขาจะทอนมาเป็นเงินบ้านเขานะคะ)

เสียมเรียบเป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญในระดับนึง แต่ส่วนใหญ่ถนนยังเป็นดินแดงนะคะ และฝุ่นเยอะมาก เพราะฉนั้นแนะนำให้เอาผ้าปิดจมูกไป หรือหาผ้าเช็ดหน้าคอยปิดจมูกให้ลูก มาเที่ยวเสียมเรียบต้องทำใจเลยคือ ฝุ่น กลับมาถุงเท้าจะแดง เสื้อ ตัว ผม จะมีแต่ฝุ่นไปหมด แต่ในความฝุ่นๆ มันก็มีความไทยๆนะคะ 555 เอาจริงๆมาเที่ยวกัมพูชาก็เหมือนอยู่เมืองไทยนะ มีปั๊ม ปตท มีทรูมันนี่ มีเมเจอร์ Amazon เหมือนเห็น S&P ด้วยรึป่าวไม่แน่ใจ มาม่าไทย ทีวีไทยค่ะคู้ณณ ไม่พอ คนบ้านเขาภาษาไทยก็พูดได้ เอาเสะ เอาจริงๆ คนบ้านเรานี่เสียเปรียบเพื่อนบ้านเรื่องภาษานะ เราอยากพูดภาษากัมพูชา กับพม่าได้บ้างเอาจริงๆ ต่อๆ

เราทานอาหารกันที่ร้านอาหารอินเดีย เราไม่กินอาหารข้างถนนเด็ดขาดและจะดื่มแต่น้ำขวดเท่านั้น หมดค่าอาหารกลางวันไปประมาณ $21 ก็แพงอยู่นะ ไปกัมพูชาได้กินอย่างเดียวคือ Beef Lok Lak ลองสั่งก๋วยเตี๋ยวให้ลูกไม่มีรดชาดเลยค่ะ อาหารบ้านเขารสไม่จัดจ้าน มันจะปะแล่งๆ จะเผฺ็ดก็ไม่เผฺ็ด ไม่รู้จะไปทางไหน 55555

นี่คือหน้าตา Beef Lok Lak อร่อยน้าาาาา แนะนำๆ

รุ่งขึ้นอีกวันเราไปนครวัด ซึ่งวันนี้ชาลีป่วย มีไข้ขึ้น มีน้ำมูก แบบไม่ไหวแล้วมี้สงสารสุดๆ เราออกจากที่พักสายๆ โอ้ย มันยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ ชอบมาก จะไปอีกรอบ แต่กว่าจะไปถึงตัวปราสาททุลักทุเลมากต้องยกรถเข็นขึ้นลงประมาณ 4 รอบกว่าจะได้ข้ามไปฝั่งปราสาท วิธีการชมปราสาทของพ่อแม่บ้านนี้คือหาร้านที่นั่งให้พักได้ สั่งน้ำอาหาร และ Hand-tag วนไป คือพ่อไปดู และกลับมาเฝ้าลูก แล้วแม่ค่อยไปดูแบบนี้ค่ะ ซึ่ง เราเก่งมาก เราใช้เวลาดูคนละประมาณ 20 นาทีในตัวปราสาท แต่ก่อนหนึ่งจะไป หนึ่งหาข้อมูลไว้ละว่าต้องเห็นจุดไหนมั่ง ยิ่งลูกป่วยนี่คือ ดูแผนที่ไปเลยค่ะดูจุดนี้ๆ จบ กลับ 5555555 เที่ยวแบบทัวร์ 20 บาท

พอดูเสร็จเราต้องเดินออกไปรอคนขับรถอีกฝั่งของปราสาท ซึ่งโคดไกล ดีที่เอารถเข็นมา 2 อัน นครวัดมันไม่เล็กเลยค่ะ ใหญ่มหึมา และที่คนไปถ่ายรูปกันเยอะๆ นั่นแค่ 1 ปราสาทในนครวัด จริงๆยังมีอีกหลายปราสาทซึ่งถ้าจะให้ดูให้หมดคงต้องอยู่เป็นอาทิตย์ๆ ระหว่างทางเดิน ก็จะมีคนมาขายของมากมายตื้อจนหนึ่งไมเกรนจะขึ้น หนังสือจากพันบาท บอกไม่เอาๆ เหลือ 250 บาท คืออะไร

พอเราพ้นจากจุดขายของ เราก็เดินรอบนอกปราสาทค่ะ ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยแล้วก็พักอีกรอบ บ้านเราพักกันประมาณ 3 รอบ ถึงจะออกจากบริเวณนครวัดได้ หอบกันไป แต่โชคดีมากที่วันนั้นไปอากาศเย็นสบายๆ มีลมเย็นๆพัดมาบ้าง คือวันที่เราเดินทางกันอากาศดีทุกวันเลยค่ะ มีฝนตกตอนคืนสุดท้าย แนะนำเลยว่าให้เที่ยวช่วงหน้าหนาว ยังคิดเลยว่าถ้าอากาศร้อนนี่จบกันแน่นอน

หลังจากนั้นเราก็ไปแวะทานข้าวเที่ยงใกล้ๆกับนครวัด หนึ่งอยากดูปราสาทบายนกับปราสาทตาพรหมมากๆ แบรดบอกไปดูเลยเขาจะกลับไปที่พักอยู่กับลูกๆเองเพราะเด็กๆป่วยจะให้เดินก็ไม่ไหว อันนี้ซาบซึ้งน้ำใจสามีมากๆ แอบรู้สึกผิดด้วย
วันที่เราไปนครวัดกันเราไม่ทะเลาะ ไม่เหวี่ยงวีนกันเลยค่ะ ค่อยๆไป ของก็เยอะนะหอบยาเตรียมของไปเยอะเหมือนกัน อาจจะเพราะอากาศไม่ร้อนด้วย 5555

 

ลากันด้วยภาพนี้ ภาพถ่ายครอบครัวรูปเดียวของเราในทริปนี้ 5555